ชมรมช่างอิเล็กทรอนิกส์ไทย eclubthai.com
ข่าว: *ดาวน์โหลดวงจร *อัพไฟล์ชั่วคราว *สมัครสมาชิก VIP ฟรี *เช็ค Password ห้องวงจร *เมล์eclubthai *สมทบทุนค่าว่างรายServer
*เรียนสมาชิกทุกท่านทราบ เรื่องการสมัครเข้าชมรมช่างอิเล็กทรอนิกส์ไทย eclubthai
*คลิกดาวน์โหลด ใบสมัครสมาชิกชมรมช่างอิเล็กทรอนิกส์ไทย eclubthai.com
*สมาชิกที่สมัครแล้วยังไม่ได้บัตร กรุณาส่งรูปที่กระทู้นี้ด้วยครับ
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ: บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน เมษายน 25, 2014, 04:15:22 AM


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


[Image][Image]
[Image][Image]
[Image][Image]
[Image][Image]
[Image][Image]
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ท่านใดใกล้วัยท้ายวัยทองควรรู้ไว้?  (อ่าน 1728 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ban.cha
สมาชิกตอบ>100กระทู้
*

คะแนนที่เพื่อนส่งให้ท่าน 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 218

ขอบคุณ
-ขอบคุณผู้อื่น: 54
-ได้รับการขอบคุณ: 34

เลขที่สมาชิก 22134


« เมื่อ: กันยายน 26, 2010, 07:24:19 PM »

ผศ.วินัย  เพชรช่วย



         ความชรา (aging) เป็นสิ่งคู่มากับการมีชีวิตของมนุษย์ ถ้ามีเงื่อนไขว่าโรคภัยไข้เจ็บและอุบัติเหตุไม่ใช่สิ่งที่จะทำลายชีวิตมนุษย์ได้ก่อนจะถึงอายุขัยที่โปรแกรมทางพันธุกรรมได้กำหนดไว้ เราสามารถจะแบ่งชีวิตมนุษย์อย่างกว้างๆ ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนกระทั่งตายได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่กำลังพัฒนาการและเจริญเติบโต (maturation) ระยะที่พัฒนาการถึงขีดสูงสุด (full maturity) และระยะที่เริ่มเข้าสู่ความชรา (aging) และถึงแม้ว่าก่อน ค.ศ.2000 อายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ถึงวัยสูงอายุหรือวัยชราก็ตาม แต่โลกนี้ก็มีคนชราหรือคนสูงอายุมาแล้วเป็นเวลาหลายพันปี
     องค์ประกอบทางชีวภาพเป็นตัวกำหนดความชราก็จริงอยู่ แต่สังคมมักเป็นผู้กำหนดความหมายให้แก่ความชรา การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นคู่กับความชรา เช่น การเปลี่ยนแปลงของสายตา เส้นผมเปลี่ยนเป็นสีเทาของชายผู้หนึ่งจะไม่มีความหมายมากนัก หากการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่สัมพันธ์กับความคาดหวังที่คนอื่นๆ ในสังคมมีต่อชายคนนั้น ความเสื่อมของสายตาอาจเป็นเพียงปัญหาหนึ่งของคนเรา ถ้าหากไม่สามารถแก้ไขได้ และทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือทำให้ความสามารถลดลงจากปกติ ผมสีเทาจะมีความสำคัญถ้าหากสังคมใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดประเภทสมาชิกของชุมชน ดังนั้นเราจึงต้องพิจารณาความชราทั้งในแง่ที่ว่าความชราทำให้เกิดอะไรขึ้นกับคนเรา และคนเรามีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น
     ความชรามีผลกระทบต่อคนเราทุกคน เพราะทุกคนมีศักยภาพที่จะมีชีวิตอยู่ได้จนถึงวัยชรา และในทุกสังคมที่เราอาศัยอยู่ เราต้องเกี่ยวข้องกับสมาชิกที่เป็นผู้สูงอายุด้วยไม่มากก็น้อย
     ถึงแม้ว่าความชราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรา แต่การศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบยังเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่ การจัดการศึกษาแก่ผู้สูงอายุเริ่มเมื่อ ค.ศ.1945 การศึกษาผู้สูงอายุในเชิงจิตวิทยาและสังคมวิทยาเริ่มเมื่อ ค.ศ.1956 อย่างไรก็ตาม หลังจากปี ค.ศ.1960 นักวิจัยทางการศึกษา นักจิตวิทยา และนักสังคมวิทยา ให้ความสนใจในการศึกษาเรื่องความชรากันอย่างกว้างขวาง
ลักษณะความชราในมนุษย์
    ลักษณะของความชราเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน เริ่มในวัยผู้ใหญ่ คือ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในร่างกาย หรือความชราเชิงชีวภาพ (biological aging) การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาในด้านจิตใจและสมรรถภาพทางสมอง หรือความชราเชิงจิตวิทยา (psychological aging) และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในทัศนะและความคาดหวังทั้งของตนเองและที่ผู้อื่นมีต่อตนเอง หรือ ความชราเชิงสังคม (social aging)
     ความชราเชิงชีวภาพ เกิดขึ้นเนื่องจากผลรวมของกระบวนการหลายอย่างในร่างกาย ที่มีอัตราการพัฒนาและการเสื่อมในเวลาที่แตกต่างกัน เช่น พัฒนาการทางเพศสมบูรณ์ก่อนที่ความสูงของร่างกายจะถึงจุดสูงสุด การทำงานของไตจะเสื่อมประสิทธิภาพก่อนการเสื่อมของผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างกันระหว่างบุคคลในเรื่องเดียวกันในทุกๆ วัยตลอดช่วงชีวิต
    ความชราเชิงจิตวิทยา การเปลี่ยนแปลงมีทั้งที่เสื่อมลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือบางลักษณะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ความสามารถในการแก้ปัญหาทั่วไปจะด้อยลง แต่ความสามารถในการใช้คำศัพท์สูงขึ้น ส่วนนิสัยต่างๆ ค่อนข้างคงที่ ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างบุคคลใกล้เคียงกันกับลักษณะความชราเชิงชีวภาพ
     ความชราเชิงสังคม ส่วนใหญ่เป็นการกำหนดหรือเป็นข้อตกลงและยอมรับกันในสังคม ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่า คนอายุเท่าไรควรทำอะไรหรือไม่ควรปฏิบัติอะไร ควรมีลักษณะต่างๆ อย่างไร เช่น เด็กควรเข้าโรงเรียนเมื่ออายุ 6 ปี (ทั้งๆ ที่หลายคนอาจพร้อมก่อนหน้านี้) นักบินต้องหยุดบินเมื่ออายุ 60 ปี ผู้พิพากษาทำหน้าที่ได้จนอายุ 70 ปี เป็นต้น ข้อกำหนดเหล่านี้มีแตกต่างกันในแต่ละสังคมและชุมชน
     ความชราประกอบด้วยหลายกระบวนการที่ซับซ้อน จึงมีผลต่อเนื่องที่ปรากฏได้หลายประการ บางอย่างเป็นผลบวกน่าพอใจ แต่บางอย่างเป็นผลลบไม่น่าพอใจ ในด้านหนึ่ง การมีอายุเพิ่มมากขึ้นย่อมมีประสบการณ์สะสมไว้มาก มีโอกาสในการสร้างภูมิปัญญาและทักษะต่างๆ ทั้งด้านความคิดและศิลปะ ตั้งแต่เรื่องการเมืองจนถึงเรื่องดนตรี ภูมิปัญญาและประสบการณ์ทำให้ผู้สูงอายุมีแนวคิดที่ลึกซึ้งสุขุม ซึ่งมีคุณค่าในการเป็นที่ปรึกษาแก่ผู้อื่น ผู้สูงอายุยังเป็นผู้ที่อนุรักษ์ประเพณี เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่ไม่มีการบันทึกในเรื่องต่างๆ ความชราทำให้บุคคลมีความอ่อนโยน รักสงบและใฝ่สันติ ชีวิตในบั้นปลายเป็นชีวิตที่มีอิสระ ปลอดจากภาระความรับผิดชอบในการทำงานและการเลี้ยงดูบุตร
     แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความชราเป็นเหตุที่ทำให้สูญเสียโอกาสสำหรับบางคน เช่น สูญเสียความสามารถทางกายและสมรรถภาพทางสมอง สูญเสียความงามของใบหน้าและร่างกาย สูญเสียตำแหน่งงานและโอกาสในการทำงานเพื่อเพิ่มพูนรายได้ เพื่อนและคู่ครองตายจากไปก่อน เป็นต้น
     เราไม่อาจทำนายได้ว่าความชราจะนำมาซึ่งความพอใจหรือไม่น่าพอใจสำหรับคนเรา เพราะสำหรับบางคนความชราทำให้เขามีสุขความพอใจในการมีชีวิตอยู่ แต่สำหรับบางคนความชราทำให้เขาอยู่อย่างเป็นทุกข์และสิ้นหวัง และคนชราอีกส่วนหนึ่งจะอยู่ในระดับใดระดับหนึ่งระหว่างสองขั้วนี้
     ทัศนะทางสังคมที่มีต่อคนชราสะท้อนให้เห็นถึงผลทั้งสองด้านของความชราได้อย่างดี เช่น ในทางการเมือง ความอาวุโสหรือความสูงอายุเป็นเรื่องสำคัญและเป็นข้อดี แต่สำหรับการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ความชราหรือสูงอายุเป็นข้อจำกัด ถ้าพิจารณาในฐานะสมาชิกของครอบครัว ความชราเป็นทั้งข้อดีและข้อจำกัด
     แม้แต่ในทางวิชาการ นักวิชาการเองก็ยังให้ความสำคัญแตกต่างกันต่อผลของความชรา นักวิจัยบางคนจะศึกษาเฉพาะผลทางลบ เช่น ความเจ็บป่วย ความยากจน ความว้าเหว่ และความเสื่อมศีลธรรม พวกนี้จะพัฒนาทฤษฎีเพื่ออธิบายว่าคนเราพัฒนามาสู่สภาพที่ไม่น่าพอใจนี้ได้อย่างไร จึงมักจะมองว่าความชราเป็นปัญหาหนึ่ง แต่ก็มีนักวิชาการอีกพวกหนึ่งที่มองผลของความชราในทางบวก เห็นว่าคนชราส่วนใหญ่มีสุขภาพดี มีความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว มีรายได้ที่เหมาะสม มีความพอใจต่อชีวิตในวัยชรา พวกนี้จะพัฒนาทฤษฎีเพื่ออธิบายว่าความชราจะนำมาซึ่งความสุขในชีวิตได้อย่างไร ทั้งสองแนวคิดล้วนแต่ประยุกต์ใช้ได้กับคนชราเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
     ความชรานำมาทั้งผลบวกและผลลบ ทัศนะที่กล่าวมาไม่มีฝ่ายใดผิด และในความเป็นจริงเราจำเป็นต้องพิจารณาทั้งสองด้าน และอาจกล่าวได้ว่าเมื่อพิจารณาประชากรในวัยชราเป็นส่วนรวมแล้ว ความชรานำมาซึ่งผลทางบวกเมื่อเปรียบเทียบกับผลทางลบมีอัตราส่วนประมาณสองต่อหนึ่ง
     คนชราจึงมีทั้งคนที่เป็นปัญหาแก่สังคมและคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนที่เป็นปัญหาคือเมื่อแก่ตัวลงจะมีรายได้ไม่เพียงพอ ถูกออกจากงานโดยไม่มีเงินชดเชย ขาดการดูแลด้านสุขภาพอนามัยที่เหมาะสม ไม่มีบ้านอยู่อาศัยหรือมีก็ชำรุด ลำบากในการเดินทาง เหล่านี้ล้วนเป็นภาระที่สังคมจะต้องให้ความช่วยเหลือ พวกที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะไม่มีปัญหาเหล่านี้ มีสุขภาพแข็งแรง มีเงินบำเหน็จบำนาญไว้ใช้สอย มีบ้านอยู่อาศัยของตัวเอง มีรถยนต์ของตัวเอง ไม่ต้องรับการบริการทางสังคมมากนัก ดังนั้นสังคมหรือรัฐจึงควรให้ความสนใจในการจัดระบบสังคมให้คนมีความสำเร็จในชีวิต และช่วยเหลือคนชราที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ มากกว่าไปสรุปว่าคนชราทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการความช่วยเหลือเท่าเทียมกัน
เกณฑ์ในการบ่งบอกความชรา
     ความชราเป็นกระบวนการที่เริ่มเกิดขึ้นมานานก่อนที่จะแสดงผลให้เห็นชัดเจน การบ่งบอกความชราในเชิงสังคมจึงจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ชี้วัดที่ชัดเจน เช่น เกณฑ์อายุ เกณฑ์สมรรถภาพทางกาย วัยของชีวิต เป็นต้น
      เกณฑ์อายุ (Chronological Age) มักใช้กันในทางราชการเพื่อกำหนดกลุ่มคน เพื่อการรับสิทธิหรือไม่มีสิทธิในเรื่องใดๆ อายุมีความสัมพันธ์กับความชราของคน แต่ไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดความชรา ดังนั้นการกำหนดกลุ่มคนชราโดยใช้อายุเป็นเกณฑ์ อาจทำให้มีความคลาดเคลื่อนได้ เช่น การจัดว่าคนอายุ ตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไปเป็นคนชรา ควรเลิกการทำงานหรือเกษียณอายุจากงาน มีสิทธิได้รับบริการต่างๆ เพื่อคนชรา แต่พบว่ามีคนอายุยังไม่ถึง 65 ปี จำนวนมากที่ต้องออกจากงานเพราะสุขภาพไม่ดี และมีคนอายุเกิน 65 ปีจำนวนมากที่สุขภาพดี ยังทำงานต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกณฑ์อายุอาจใช้ได้ดีในการจัดแบ่งกลุ่มคนในระยะต้นๆ ของชีวิต เพราะคนที่อายุใกล้เคียงกันมักจะมีลักษณะที่สำคัญต่างๆ และมีปัญหาที่คล้ายคลึงกัน เช่น อายุ 13-19 ปี เรียกว่าวัยรุ่น ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ในสถานศึกษา คนอายุ 30 ปี อยู่ในระยะสร้างตัวเองด้วยการทำงานและมีครอบครัว แต่สำหรับในระยะท้ายของชีวิต การใช้เกณฑ์อายุในการกำหนดความชราไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก เพราะช่วงอายุในตอนนี้นานมาก ประมาณว่าระหว่าง 60-100 ปี และประสบการณ์ของผู้สูงอายุก็แตกต่างกันมาก คนอายุ 65 ปี ย่อมไม่เหมือนคนอายุ 100 ปี เพราะมีสภาพการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน เพื่อความชัดเจนในการกำหนดอายุของคนชรา จึงได้มีการแบ่งคนชราออกเป็น 3 กลุ่มอายุ คือ เริ่มชรา (young-old) อายุ 65-75 ปี ชราตอนกลาง (middle-old) อายุ 75-84 ปี และ ชราตอนปลาย (old-old) อายุ 85 ปีขึ้นไป ถ้าใช้อายุเป็นเกณฑ์ ถือว่าอายุ 65 ปี เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นผู้สูงอายุ หรือเป็นคนชรา
     เกณฑ์สมรรถภาพทางกายและทางจิต (Functional Age) กำหนดความชราตามลักษณะที่สังเกตได้จากแต่ละคนเพื่อจะได้จัดว่าอยู่ในระดับใด เช่น ลักษณะทางกายภาพภายนอก ลักษณะการเคลื่อนไหว กำลังกาย การทำงานประสานกันของอวัยวะ สมรรถภาพทางสมอง เป็นต้น ลักษณะที่มักจะถือว่าเป็นบุคคลชราได้แก่ ผมหงอก ผิวหนังเหี่ยวย่น หลังงอ เมื่อเห็นคนเคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวก ต้องใช้ความระมัดระวังมาก มือและเท้าเคลื่อนไหวไม่ประสานกัน เราก็มักจะสรุปเป็นคนชรา เพราะร่างกายเสื่อมแล้ว หรือคนที่มักหลงลืม ความจำสับสน หูตึง เป็นความเสื่อมทางจิตวิทยาที่เกี่ยวพันกับความชรา ใครก็ตามที่มีลักษณะดังกล่าวมานี้ย่อมถูกจัดว่าชราแล้วในด้านสมรรถภาพด้านต่างๆ ไม่ว่าเขาจะมีอายุเท่าใดก็ตาม การใช้เกณฑ์นี้ก็ยังจัดกลุ่มคนได้ไม่ชัดเจน และมีความผันแปรไปตามสภาวะแวดล้อมในการทำงานของคนกลุ่มต่างๆ เช่น นักเทนนิสอาชีพ อาจจะชราในอาชีพเมื่ออายุเพียง 30-35 ปี ในขณะที่ผู้พิพากษายังสามารถทำหน้าที่ได้จนถึงอายุ 90 ปี เป็นต้น
     การวัดสมรรถภาพทางกายและทางจิตเป็นเรื่องยาก จึงไม่ใช้เกณฑ์นี้ในการวิจัยคนชรา ข้อกำหนดทางกฎหมายหรือการจัดบริการทางสังคมแก่คนชรา ในเชิงวิชาการแล้วน่าจะสามารถสร้างเครื่องมือที่วัดสมรรถภาพโดยรวมได้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง เพราะในชีวิตประจำวันนั้นเรามักจะใช้เกณฑ์นี้ในการจัดว่าบุคคลหนึ่งมีความชรามากหรือน้อยเพียงใด
     เกณฑ์ตามการแบ่งวัย (Life Stages) ส่วนมากแล้วเรามักรวมลักษณะทางกายภาพและข้อกำหนดทางสังคมเข้าด้วยกันเพื่อจัดแบ่งคนเป็นวัยต่างๆ เช่น วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่ วัยกลางคน วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย และวัยชรา โดยถือว่าคนที่อยู่ในวัยเดียวกันจะมีลักษณะทางกายภาพ ทางจิตวิทยา ทางสังคม และต้องเผชิญกับสภาพปัญหาและสภาวะแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน แต่อายุที่เป็นจุดแบ่งระหว่างวัยยังตกลงไม่ตรงกันทั่วไปนัก
     วัยกลางคน (Middle Age) เป็นวัยที่สภาพของร่างกายเริ่มแสดงอาการเสื่อมถอยในสมรรถภาพการทำงานให้สังเกตได้ คนส่วนใหญ่จะเริ่มวิตกกังวลกับการเสื่อมของร่างกายในวัยนี้ เป็นวัยที่ไม่ค่อยสนใจกับกิจกรรมหนักที่ต้องใช้กำลังกายมาก เพราะเมื่อออกกำลังไปมากแล้วจะต้องใช้เวลานานเพิ่มขึ้นจึงจะฟื้นตัวกลับเป็นปกติ การเจ็บป่วยเรื้อรังในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความชัดเจนในการเห็นและการได้ยินเริ่มด้อยลงเรื่อยๆ
     ชีวิตในวัยกลางคนจะพบเจอกับเหตุการณ์อื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น ความสำเร็จสูงสุดในหน้าที่การงาน บุตรธิดาเติบโตและออกไปสร้างครอบครัวของเขาเอง สามีและภรรยาจะเริ่มอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น บางคนอาจเปลี่ยนอาชีพในวัยนี้ได้ เริ่มสนใจในกิจกรรมของชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม และมีคนจำนวนมากที่เลิกทำงานในวัยนี้ บุคคลใกล้ชิดส่วนหนึ่งเริ่มจะตายจากไป โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ ผู้หญิงส่วนหนึ่งเป็นหม้ายในช่วงนี้ของชีวิต สำหรับคนส่วนใหญ่ ชีวิตวัยกลางคนเป็นระยะที่น่าตื่นเต้น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เป็นที่พอใจมากขึ้น แม้บางครั้งอาจทำให้ใจหายบ้างก็ตาม มีคนส่วนน้อยที่ได้รับความสูญเสียจนไม่อาจทดแทนได้
     ถ้ากำหนดโดยอายุ วัยกลางคนเริ่มเมื่ออายุประมาณ 40 ปี และต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 60 ปี แต่จะเป็นในปีไหนย่อมขึ้นอยู่กับการรับรู้ของตัวเองและคนอื่นที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะอาการที่แสดงให้เห็น วัยกลางคนจึงนับเป็นวัยเริ่มต้นของความชราในคนเรา แต่ยังไม่นับว่าเป็นคนชรา
     วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย (Later Maturity) จะเริ่มเมื่อมีอายุได้ 60 ปีจนถึง 70 ปี ความเสื่อมประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายและการถดถอยของกำลังกายที่เริ่มในวัยกลางคนจะมีต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย คนวัยนี้ส่วนมากมักจะมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังบางอย่างเป็นปกติ กิจกรรมที่ต้องใช้กำลังกายเริ่มถูกจำกัด แม้คนส่วนใหญ่จะยังมีความกระฉับกระเฉงอยู่ การเสียชีวิตของคนในครอบครัวและเพื่อนๆ เริ่มถี่ขึ้น สาเหตุส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน โรคเรื้อรังไม่ใช่สาเหตุของการตายในวัยนี้ ทำให้คนในวัยนี้เริ่มกลัวตาย และตระหนักว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
     ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวัยนี้ยังคงเป็นเรื่องทางสังคม เช่น การต้องออกจากงานเพราะสูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่พอใจที่ได้หยุดพักและรับบำนาญ แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ก็ทำให้รายได้ลดลงจากเดิม หรือ ผู้หญิงเป็นหม้ายเนื่องจากสามีเสียชีวิตไปก่อนมีจำนวนมากในวัยนี้ แม้ส่วนใหญ่สามารถปรับตัวเองกับสภาพนี้ได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาและไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก การเสียชีวิตของเพื่อนๆ และญาติไปเรื่อยๆ ทำให้สังคมในชีวิตประจำวันเริ่มจำกัดลง นอกจากนี้ คนในวัยนี้บางคนยังต้องดูแลบิดามารดาที่อายุยืนของตัวเองอีกด้วย
     แม้จะมีความเสื่อมถอยในด้านต่างๆ มากในวัยนี้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมีความแข็งแรงพอที่จะใช้ชีวิตในวัยนี้ให้คุ้มค่า เช่น สามีภรรยาที่เกษียณจากงานแล้ว มีเงินเก็บออมพอเพียง มีอิสระ พ้นภาระที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ ที่เคยมี มักจะเตรียมการเพื่อหาความสุขในวัยนี้ เช่น การเดินทางท่องเที่ยว ทำสิ่งที่เคยวาดฝันไว้ ก็ทำให้ชีวิตสดชื่นและเป็นสุขได้อย่างดี
     วัยชรา (Old Age) เป็นวัยที่แสดงชัดเจนถึงลักษณะความเสื่อมและความอ่อนแอทางร่างกาย โดยทั่วไปถ้านับอายุ วัยชราควรจะเริ่มต้นเมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป แม้ว่าคนที่อายุมากกว่านี้บางคนยังไม่ได้แสดงลักษณะปรากฏให้เห็น กระบวนการคิดและการตัดสินใจช้าลง ส่วนใหญ่มักจะมีโรคความเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมอง
     คนที่มีชีวิตมาถึงวัยนี้เริ่มรับรู้ว่าชีวิตใกล้จะถึงความตายแล้ว จึงลดการทำกิจกรรมต่างๆ ลงอย่างมาก เครือข่ายทางสังคมค่อยๆ จำกัดลงเพราะการตายของเพื่อนหรือญาติพี่น้องรุ่นเดียวกัน หรือไม่ก็เพราะข้อจำกัดในสมรรถภาพของตัวเอง หลายคนต้องอยู่ในสถานพยาบาลหรือสถานพักฟื้น ในระยะนี้ชีวิตมักจะมีความสุขใจได้น้อย สังเกตได้จากภายนอก วัยกลางคนหรือวัยผู้ใหญ่ตอนปลายกำหนดโดยองค์ประกอบทางสังคม เช่น ลูกๆ แยกตัวเองไม่สร้างครอบครัวใหม่ หรือเกษียณอายุจากการทำงาน แต่วัยชราดูกันที่ความอ่อนแอและความเสื่อมทางกายภาพที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตก่อนที่ร่างกายจะเสื่อมถึงขีดสุด
     ตั้งแต่วัยกลางคนและวัยต่อมาของคนเราจะมีลักษณะหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกันในหลายกรณี จะไม่มีใครที่แสดงลักษณะที่ชัดเจนของวัยใดวัยหนึ่งได้ และลักษณะเหล่านั้นก็ไม่ได้มีพื้นฐานจากอายุตามปฏิทิน ดังนั้นความชราของแต่ละคนจึงแสดงออกมาในอายุที่แตกต่างกัน คนหนึ่งอาจถึงวัยชราเมื่ออายุ 55 ปี ขณะที่อีกคนหนึ่งอาจเข้าสู่วัยชราเมื่ออายุ 85 ปี
บันทึกการเข้า
ban.cha
สมาชิกตอบ>100กระทู้
*

คะแนนที่เพื่อนส่งให้ท่าน 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 218

ขอบคุณ
-ขอบคุณผู้อื่น: 54
-ได้รับการขอบคุณ: 34

เลขที่สมาชิก 22134


« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 11:44:04 AM »

[flash=640-390][/flash]<object width="640" height="390"><param name="movie" value=" <a href="http://www.youtube.com/v/P254Ib8EIHg" target="_blank">http://www.youtube.com/v/P254Ib8EIHg</a>"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowScriptAccess" value="always"></param><embed src=" <a href="http://www.youtube.com/v/P254Ib8EIHg" target="_blank">http://www.youtube.com/v/P254Ib8EIHg</a>" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowScriptAccess="always" width="640" height="390"></embed></object>
เพลงหนุ่มวัยทอง ฟังกันเพลินๆ
           ฝากให้หลายคนรำลึกถึงวัยหนุ่ม...จากใจจริงครับ
บันทึกการเข้า
ban.cha
สมาชิกตอบ>100กระทู้
*

คะแนนที่เพื่อนส่งให้ท่าน 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 218

ขอบคุณ
-ขอบคุณผู้อื่น: 54
-ได้รับการขอบคุณ: 34

เลขที่สมาชิก 22134


« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 11:51:27 AM »

บทความอาจจะยาวสักนิด แต่เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ
ทำให้เราเข้าใจตัวเราเองมากยิ่งขึ้น ขอเป็นกำลังใจ
ให้เพื่อนสมาชิกที่กำลังเข้าสู่วัยท้ายวัยทองครับ Wink
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

[Image] [Image] [Image] [Image]
[Image] [Image] [Image] [Image]
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF

Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.208 วินาที กับ 25 คำสั่ง